Overcoming Imposter Syndrome มาดูกันว่าทำไมคนเก่งถึงยังไม่มั่นใจ?
- Klangjai Tawornpichayachai
- May 19, 2025
- 2 min read
“If you’re going to doubt something, doubt your limits.” — Don Ward
ก่อนจะอ่านอยากชวนน้องๆ หยุดหายใจลึก ๆ สักวินาที แล้วบอกตัวเองเบา ๆ ว่า “ความสงสัยในตัวเองคือก้าวแรกของการเติบโต”
วันแรกที่น้องๆก้าวขึ้นสู่บทบาทหัวหน้าทีม หลายคนคงรู้สึกเหมือนกำลังสวมรองเท้าที่ใหญ่เกินไซซ์ สวมบทบาทที่ไม่เคยทำมาก่อน — คำถามว่า “ฉันเก่งพอเหรอ?” เป็นสิ่งที่เกิดกับทุกคนที่ก้าวขึ้นมาทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ความรู้สึกพวกนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก พี่ก็เคย ทุกคนเคย แต่ละคนใช้เวลาในการจัดการกับมันช้าเร็วต่างกัน บางคนก้าวข้ามมันได้อย่างรวดเร็ว บางคนยังรู้สึกอย่างนี้อยู่ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้ามายาวนานแค่ไหน บทความนี้พี่เขียนขึ้นมาเพื่อช่วยพวกเราที่รู้สึกว่าตัวเองยังไม่มั่นใจในบทบาทการเป็นหัวหน้า ให้มารู้จัก the science behind Imposter Syndrome กันสักหน่อย จะได้รับมือกับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเข้าใจมากขึ้น

Imposter Syndrome
Imposter Syndrome คือภาวะที่เรารู้สึกว่า “ฉันไม่คู่ควร” กับตำแหน่งหรือความสำเร็จที่ได้รับ ไม่ว่าเราจะได้รับคำชมมากแค่ไหน เรามักจะตีความว่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญหรือโชคช่วย — หลายคนแถวๆนี้ก็ยังตั้งมาตรฐานกับตัวเองสูงลิบลับ มันต้องได้มากกว่านี้ ดีกว่านี้ ปังกว่านี้ ถึงจะรู้สึกภูมิใจว่าตัวเองทำได้ นักจิตวิทยาจาก Harvard Business Review พบว่า 70 % ของคนทำงานเคยมีประสบการณ์ Imposter Syndrome อย่างน้อยหนึ่งครั้ง ซึ่งมักถูกกระตุ้นจากการตั้งเป้าสูงเกินจริง อย่างพวกเราอาจจะเกิดจากการเติบโตในวัฒนธรรมที่ผูกคุณค่ากับความสำเร็จ เช่น ต้องได้เกรด A ถึงจะเรียกว่าเก่ง หรือต้อง Perfect ถึงจะได้รับคำชม หรือเกิดการเปรียบเทียบตัวเองอย่างต่อเนื่องกับคนเก่งรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง ญาติ เพื่อนและสื่อ Social ต่างๆ ผลลัพธ์คือเราก็จะไม่กล้าที่จะรู้สึกดีกับตัวเองเพราะเสียงในหัวมันบอกว่า “ฉันยังไม่พอ” — “I’m not enough.”
ถ้าอยากอ่านหนังสือเรื่องนี้ชัดๆ พี่แนะนำหนังสือชื่อ Lean In ของ Sheryl Sandberg อดีต COO Facebook ที่เขาเขียนเรื่องราวขึ้นมายอมรับตรง ๆ ว่าเขากลัวถูก “จับได้” ว่าไม่เก่งพอ ถ้าอ่านไปจะเห็นว่าสุดท้าย Sheryl ก็เลือกที่จะ “ลงมือทำก่อน แล้วให้ความมั่นใจค่อยๆ ตามมา” ซึ่งเป็นกุญแจที่พาเขาไปสู่ความสำเร็จ
The Impact
แม้จะฟังดูเป็นแค่เสียงในหัว แต่ถ้าไปอ่านผลวิจัยจาก Journal of Behavioral Science (2014) จะเห็นว่าคนที่ติดอยู่กับ Imposter Syndrome เรื้อรังมีระดับคอร์ติซอล (Cortisol)(ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียด)ในเลือดสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ เจ้าคอร์ติซอลเนี่ยร่างกายจะผลิตมากขึ้นเมื่อสมองตีความว่าสถานการณ์ “มีภัย” ไม่ว่าจะเป็นอันตรายจริง ๆ หรือแค่ความกังวลในหัวอย่าง Imposter Syndrome เมื่อคอร์ติซอลพุ่งสูงติดต่อกัน เช่น ช่วงที่เรากังวลว่า “ฉันไม่เก่งพอ เดี๋ยวคนอื่นจับได้แน่” ระบบประสาทซิมพาเทติกของเราก็จะถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หัวใจเต้นเร็ว อารมณ์ตึงเครียด สมาธิลดลง และถ้าระดับคอร์ติซอลสูงเรื้อรัง จะบั่นทอนภูมิคุ้มกัน (เชื่อพี่พี่เป็นมาแล้ว) ทำให้เหนื่อยง่ายและเสี่ยง “หมดไฟ” (burnout) เร็วกว่าปกติถึง 62 เปอร์เซ็นต์
ถ้าเรารู้สึกอย่างนี้บ่อยๆ เราจะใช้พลังงานหมดไปกับการ “พิสูจน์ว่าตัวเองคู่ควร” มากกว่าการทำงาน จนเกิดวังวน over‑prepare → over‑work → burnout เพราะเราเอาเวลาไปคิดเยอะว่าเราไม่เก่ง เราทำไม่ได้ มันมีงาน Research ของ Gallup (2020) ที่พบว่า 1 ใน 3 ของหัวหน้าทีมที่มีคะแนน Imposter สูง จะเลี่ยงการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์สำคัญเฉลี่ย 48 ชั่วโมง เพราะกลัว “ตัดสินผิด” ทำให้โอกาสต่างๆหลุดลอยไปหมด ความลังเลนี้ยังส่งสัญญาณให้ผู้อื่นรู้สึกว่าเราไม่มั่นใจ ไม่กล้า— กระทบตั้งแต่บรรยากาศการทำงาน ความเร็วในการส่ง Product หรือ Service ของเราออกไปสู่ตลาดและผู้ใช้ ไปจนถึงระดับความเชื่อมั่นของลูกทีม ซึ่งลดลงเมื่อผู้นำแสดงความไม่แน่ใจบ่อยครั้ง
สรุปว่าเจ้า “คอร์ติซอล” ที่เป็นดัชนีชีวภาพ (biomarker) ที่สะท้อนว่าความเครียดภายในจาก Imposter Syndrome ไม่ได้หยุดแค่ความคิดของเรานะ แต่มันส่งผลทางกายภาพต่อสุขภาพและประสิทธิภาพการทำงานของเราและทีมเราโดยตรงเลย

จัดการกับ Imposter Syndrome
ถ้าสิ่งที่พี่เขียนมาทั้งหมดมันตรงกับใครจังๆ ลองทำตามคำแนะนำด้านล่างดูว่ามันช่วยเราได้ไหม
1- บันทึก Small Wins บ่อยๆ— อันนี้พี่เคยใช้ด้วยการส่ง Direct massage หาตัวเองเพื่อจดว่าเราทำอะไรเล็กๆ สำเร็จแล้วบ้าง จริงๆแล้วที่ ETS เรามี Lattice Praise กันบ่อย พวกนี้ก็ช่วยให้เรารู้สึกถึงความก้าวหน้าเล็กๆ ของเราที่ช่วย เพิ่มพลังใจและตอกย้ำว่าเราไม่ได้พึ่งโชค แต่ใช้ทักษะจริง ๆ ทุกครั้งที่ประสบความสำเร็จ — ตอนที่คิด ETS Culture เรื่องการชื่นชม จำได้ว่าอ่านมาจากงานของ Teresa Amabile (The Progress Principle) ว่าความก้าวหน้าเล็กๆพวกนี้ทรงพลังมากกับความสำเร็จในระยะยาวของพวกเรา
2- ตั้งชื่อให้เสียงนักวิจารณ์ในหัวแล้วเปิดใจคุยกับเขาแบบ man man เลย — ทันทีที่ความคิด “ฉันไม่คู่ควร” โผล่มา ให้เรียกเขาด้วยชื่อเล่นสนุก ๆ เช่น “KJ ผู้เพ้อเจ้อ เธอมีหลักฐานอะไรมายันว่าแบบนี้เรียกว่าไม่เก่งพอ หรือ เก่งพอของเธอคืออะไรยะ” พยายามเถียงอย่างมีเหตุผล อย่าใส่อารมณ์แบบพี่ เพื่อให้เราเข้าใจว่า อ๋อ เขาแค่ต้องการจะบ่น มันไม่ได้เป็นจริง ฉะนั้นเราก็ปล่อยๆ เขาพูดไปได้ มันไม่มีผลอะไรกับความมั่นใจของเรา เพราะเราเชื่อว่าเราทำได้ดีจริงๆ — ถ้าอยากอ่านเรื่องนี้เพิ่มเติมแนะนำไปอ่านหนังสือที่ชื่อ Chatter ของ Ethan Kross ชี้ว่าการแยกเสียงวิจารณ์ออกจากตัวตนทำให้เรามองมันอย่างมีเหตุผลมากขึ้น ลองดู :)
3- ขอคำปรึกษาจากตัวเราเองในอนาคต (Future‑Self Mentoring) — อันนี้จะใช้จินตนาการนิดหน่อย พี่ยังไม่เคยทำแต่มันมี Concept เรื่อง Mental Rehearsal ในวงการกีฬาที่ Todd Herman เคยอธิบายใน The Alter Ego Effect ว่า เมื่อสมองซ้อมบทบาทที่สำเร็จซ้ำ ๆ ร่างกายและพฤติกรรมจะค่อย ๆ ปรับตาม ยิ่งจินตนาการตัวเองในเวอร์ชันมั่นใจซ้ำ ๆ รายละเอียดชัด ๆ มากเท่าไร สมองจะยิ่งเชื่อว่า “เราทำได้” และขัดขา Imposter Syndrome ได้มากเท่านั้น เช่น ลองถามว่า “คุณกัน (นามสมมุติ)ในฐานะที่เป็นสุดยอด MM team leader แห่ง ETS คุณคิดว่าคุณมีความมั่นใจในการตัดสินใจนี้ขนาดไหน ความสำเร็จของทีมและชัยชนะครั้งนี้มันรู้สึกยังไง” แล้วลองสอนตัวเองในวันนี้ว่าเราควรทำอะไรบ้างถ้าเราเป็นคนที่มั่นใจ— ใครลองแล้วมาบอกด้วยว่าวิธีนี้ Work ไหม
4- Upskill ตัวเอง — วิธีสุดท้ายและสำคัญที่สุดในการจัดการ Imposter Syndrome ให้ได้ผลยั่งยืนในมุมของพี่คือการเสริมความมั่นใจจาก “หลักฐานของตัวเราเอง” — และหลักฐานที่ดีที่สุดคือการพัฒนาทักษะของเราเองให้ลูกทีม เจ้านายและคนรอบข้างของเราเห็นว่า เราทำได้ เราเก่งจริงนะ จากผลงานที่แสดงออกถึง skills ที่เรามี สำหรับหัวหน้ามือใหม่ เชื่อว่าเรื่องที่เรายังไม่ถนัดอาจจะเป็นทักษะเรื่องการบริหารทีม การโค้ชลูกทีม การบริหารความขัดแย้ง การให้ Feedback และอื่นๆ เริ่มจากสิ่งที่เราต้องใช้งานบ่อยๆก่อน พยายามเรียนรู้และฝึกทำให้เร็วที่สุดจะเป็นวิธีการลดเสียงวิจารณ์ในหัวเราไปพร้อมๆกันกับการยกระดับคุณภาพการนำทัพของเรา
Recap
Imposter Syndrome อาจเป็นเสียงกระซิบที่ดังในหัว แต่เราไม่จำเป็นต้องปล่อยให้มันมาเป็นตัวขัดขวางเส้นทางความเป็นผู้นำของเรา ชีวิตการทำงาน โดยเฉพาะงานการศึกษาที่เราทำอยู่มันเป็น Long Game เราต้องดูแลตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจให้ดี พยายามอย่าติดกับดักมาตรฐานสูงจนลืมเห็นความคืบหน้า ระวังเรื่องการไถโซเชียลแล้วเผลอไปเปรียบเทียบสิ่งที่เราเป็นกับคนอื่นจนเรารู้สึกว่าเราด้อยค่า ให้เตือนตัวเองอยู่เสมอว่า Feed ของคนอื่นคือ highlight reel ไม่ใช่ชีวิตจริง ถ้าปรับสิ่งแวดล้อมได้ก็พยายามห่างจากสังคมหรือวัฒนธรรมที่เชิดชูแต่ความสำเร็จ หรือที่ๆทำให้เรากลัวความผิดพลาด — ไม่ว่าเสียงในหัวของเราจะ Negative ขนาดไหนการยอมแพ้หรือการหลบหลีกโดยการไม่ทำเพราะคิดว่าเราไม่เก่งไม่ใช่ทางเลือก “อย่าให้เสียงความสงสัยในหัวดังเกินกว่าเป้าหมายในใจ” — พี่เชื่อว่าเราทำได้ :)
References
Amabile, T., & Kramer, S. J. (2011). The progress principle: Using small wins to ignite joy, engagement, and creativity at work. Harvard Business Review Press.
Herman, T. (2019). The alter ego effect: The power of secret identities to transform your life. HarperCollins Leadership.
Kross, E. (2021). Chatter: The voice in our head, why it matters, and how to harness it. Crown.
Sandberg, S. (2015). Lean in. W H Allen.
Sandberg, S. (2013). Lean in: Women, work, and the will to lead. Alfred A. Knopf.
Young, V. (2011). The secret thoughts of successful women: Why capable people suffer from the impostor syndrome and how to thrive in spite of it. Crown Business.

Comments